วันเสาร์ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

บรูณาการณ์


 
น้ำหมักชีวภาพจากเปลือกสับปะรด

การทำน้ำหมักชีวภาพจากเปลือกสับปรด

ส่วนผสม 1. เปลือกสับปะรด 5 กิโลกรัม
2. น้ำตาลทรายแดง 1 กิโลกรัม
3. น้ำสะอาด 10 ลิตร
วิธีทำ นำเปลือกสับปะรดหั่นหรือสับเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วใส่
น้ำตาลทรายแดงคลุกเคล้าให้ทั่ว เติมน้ำลงไปให้ท่วม ใส่ถัง
ปิดฝาให้สนิท ตั้งไว้ในที่ร่มอย่าให้ถูกแดด นาน 7 - 10 วัน
จึงนำมาใช้ได้
(กรณีใช้น้ำประปาต้องรองทิ้งไว้สัก 2 วัน เพื่อให้คลอรีน
ระเหยเสียก่อน)




1. นำเปลือกผลไม้มาหันเป็นชิ้นเล็กๆ

2. ผสมน้ำตาลทรายแดงและหัวเชื้อจุลินทรีย์เข้าด้วยกัน




3.นำส่วนผสมทั้งหมดใส่ถังแล้วปิดฝาให้สนิท วางไว้ในที่ร่ม


ประโยชน์ของน้ำหมักชีวภาพจากเปลือกสับปะรด
1. น้ำหมักชีวภาพผสมกับน้ำสะอาดในอัตราส่วน 1 : 50 เทลงในท่อระบายน้ำ ช่วยดับกลิ่นเหม็นได้
2. น้ำหมักชีวภาพผสมน้ำสะอาดในอัตราส่วน 1 : 50 ใช้ล้างภาชนะที่มีคราบไขมัน ช่วยให้ ล้างง่ายขึ้น และลดปริมาณการใช้น้ำยาทำความสะอาด
3. น้ำหมักชีวภาพใช้เทลงในโถส้วม ท่อระบายน้ำ ผสมน้ำในอัตราส่วน 1 : 50 ใช้ล้างทำความสะอาดพื้นห้องสุขา ลดกลิ่นเหม็นและฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ที่เป็นอันตรายได้
4. น้ำหมักชีวภาพใช้เทลงในท่อระบายน้ำทิ้งจากโรงอาหารช่วยขจัดคราบไขมันอุดตันตามท่อน้ำทิ้ง ช่วยย่อยสลายเศษอาหารที่ตกค้าง ลดการบูดเน่าและกลิ่นเหม็นได้ ปรับสภาพน้ำทิ้งให้ดีขึ้น ก่อนปล่อยลงท่อน้ำทิ้งของเทศบาล
5. น้ำหมักชีวภาพผสมน้ำสะอาดในอัตราส่วน 1 : 50 ให้ฉีดพ่นบริเวณที่มีกลิ่นอับชื้น ช่วยลดกลิ่นเหม็นอับ และทำให้อากาศสดชื่นหรือใช้ถูพื้นอาคารที่เป็นกระเบื้อง หินขัด ทำให้พื้นสะอาดเป็นเงางาม
6. น้ำหมักชีวภาพเทลงในถังเกรอะ หรือโถส้วม ช่วยลดปัญหาส้วมเต็มกลิ่นเหม็นอืดได้
7. กากที่เหลือจากการหมักนำไปทำปุ๋ยหมักชีวภาพได้ โดยนำไปผสมกับเศษกิ่งไม้ ใบไม้
เศษหญ้า ปุ๋ยคอก แล้วราดด้วยน้ำหมักชีวภาพ คลุกเคล้าให้เข้ากัน คลุมด้วยผ้าพลาสติกทิ้งไว้
ประมาณ 3-4 สัปดาห์ ก็จะย่อยสลายเปื่อยยุ่ย นำไปใช้ได้



ปุ๋ยหมัก

1. ปุ๋ยหมัก คืออะไร

               ปุ๋ยหมัก คือ ปุ๋ยอินทรีย์ หรือปุ๋ยธรรมชาติชนิดหนึ่งที่ได้มาจากการนำเอาเศษซากพืช
เช่น ฟางข้าว ซังข้าวโพด ต้นถั่วต่างๆ หญ้าแห้ง ผักตบชวา ของเหลือทิ้งจากโรงงานอุตสาหกรรม ตลอดจนขยะมูลฝอยตามบ้านเรือนมาหมักร่วมกับมูลสัตว์ ปุ๋ยเคมีหรือสารเร่งจุลินทรีย์เมื่อหมัก โดยใช้
ระยะเวลาหนึ่งแล้ว เศษพืชจะเปลี่ยนสภาพจากของเดิมเป็นผงเปื่อยยุ่ยสีน้ำตาลปนดำนำไปใส่ในไร่นาหรือ
พืชสวน เช่น ไม้ผล พืชผัก หรือไม้ดอกไม้ประดับได้
2. ประโยชน์ของปุ๋ยหมัก1. ช่วยเพิ่มปริมาณอินทรีย์วัตถุให้แก่ดิน ทำให้ดินอุดมสมบูรณ์
2. ช่วยเปลี่ยนสภาพของดินจากดินเหนียวหรือดินทรายให้เป็นดินร่วน ทำให้สะดวกในการไถพรวน
3. ช่วยสงวนรักษาความชุ่มชื้นในดินได้ดีขึ้น
4. ทำให้การถ่ายเทอากาศในดินได้ดี
5. ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ปุ๋ยเคมีและสามารถลดการใช้ปุ๋ยเคมีลงได้
6. ช่วยกระตุ้นให้ธาตุอาหารพืชบางอย่างในดินที่ละลายน้ำยากให้ละลายน้ำง่ายเป็นอาหารแก่พืชได้ดีขึ้น
7. ไม่เป็นอันตรายต่อดินแม้จะใช้ในปริมาณมากๆ ติดต่อกันนานๆ
8. ช่วยปรับสภาพแวดล้อม เช่น กำจัดขยะมูลฝอยและวัชพืชน้ำทั้งหลายให้หมดไป

3. วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการทำปุ๋ยหมัก (ขนาดกว้าง X ยาว X สูง = 2 X 4 X 1.2 เมตร)
1. เศษพืช 1,000 กก.
2. มูลสัตว์ 200 กก.
3. ปุ๋ยยูเรีย 2 กก.
4. สารเร่งจุลินทรีย์ 1 ชุด
5. หน้าดิน 150 - 200 กก.
6. เครื่องมือการเกษตร เช่น จอบ พลั่ว บัวรดน้ำ ส้อมสำหรับกลับกองปุ๋ย ฯลฯ
วิธีการทำปุ๋ยหมัก

1. นำเศษพืชมาเรียงให้ได้ขนาดขนาด กว้าง X ยาว X สูง = 2 X 4 X 0.3 เมตร
2. ขึ้นย่ำพร้อมรดน้ำให้ชุ่ม
3. ใส่มูลสัตว์ 50 กก. แล้วตามด้วยปุ๋ยยูเรีย 1/2กก.
4. ราดสารเร่งจุลินทรีย์ 50 ลิตร (เตรียมสารเร่งทั้งหมด 200 ลิตร แบ่งใส่ 4 ชั้น)
5. ทำชั้นที่ 2 - 4 เหมือนชั้นแรก
6. ชั้นบนสุดใช้หน้าดินหรือปุ๋ยคอกโรยให้หนา 1 - 2 นิ้ว
7. เอาทางมะพร้าวหรือผ้าพลาสติกคลุมเพื่อรักษาความชื้นและกันสัตว์มาคุ้ยเขี่ย
5. การดูแลรักษาหลังกองปุ๋ยหมักเสร็จแล้ว1. ดูความชื้นในกอง ถ้าแห้งไปให้รดน้ำกองปุ๋ย ถ้าแฉะไปให้กลับกองปุ๋ย
2. กลับกองปุ๋ยหมัก เพื่อให้ระบายความชื้นและถ่ายเทอากาศดี จะทำให้จุลินทรีย์ทำงานได้ดีขึ้น
   และเศษพืชกลายเป็นปุ๋ยหมักได้เร็วขึ้น ควรกลับกองทุก 7 - 14 วัน
6. การพิจารณาดูว่ากองปุ๋ยหมักใช้ได้แล้วหรือยัง

1. สีของเศษพืชจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเข้มหรือสีดำ
2. อุณหภูมิภายในกองปุ๋ยและภายนอกกองใกล้เคียงกัน
3. เศษพืชมีลักษณะอ่อนนุ่มยุ่ยไม่แข็งกระด้าง
4. ต้นพืชที่มีระบบรากลึกเกิดขึ้นในกองปุ๋ยหมัก
5. ดมดูจะมีกลิ่นคล้ายกลิ่นดินไม่เหม็นฉุน
6. ส่งวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการเพื่อดูอัตราส่วนระหว่างคาร์บอนต่อไนโตรเจน ถ้ามีค่า
   เท่ากับ 20:1หรือน้อยกว่าแสดงว่ากองปุ๋ยหมักใช้ได้แล้ว
7. ขอรับการสนับสนุนสารตัวเร่งปุ๋ยหมักได้ที่สถานีพัฒนาที่ดินเชียงราย หรือสำนักงานเกษตร
    อำเภอทุกอำเภอ



ข้าว
ข้าวเหนียวดำหรือข้าวก่ำ

 ข้าวเหนียวดำหรือข้าวก่ำ อดีตนิยมปลูกมากในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ของประเทศไทย
ปัจจุบันมีปลูกทั่วไปในประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
สาธารณรัฐเวียดนาม อินเดีย ญี่ปุ่น และสาธารณรัฐประชาชนจีน
พันธุ์ข้าวเหนียวดำมีลักษณะเป็นข้าวพันธุ์ไวแสง และเป็นข้าวเหนียว ปลูกได้เฉพาะฤดูนาปี
ทนแล้งและฟื้นตัวจากแล้งได้ดี ต้านทานต่อเพลี้ยจั๊กจั่นสีเขียว
ลักษณะเฉพาะที่แตกต่างไปจากข้าวทั่วไปคือการปรากฏของสีม่วงบนส่วนต่าง ๆ ของต้น
อาทิ กาบใบ แผ่นใบ กลีบดอก เปลือกเมล็ด และเยื่อหุ้มเมล็ด ปริมาณของสีจะเข้มข้น
แตกต่างกันไป
เป็นลักษณะเฉพาะประจำพันธุ์ซึ่งตามภูมิปัญญาท้องถิ่นข้าวเหนียวดำไร่
จะมีลักษณะสีม่วงเฉพาะส่วนของเยื่อหุ้มเมล็ดเท่านั้น

คุณค่าของข้าวเหนียวดำตามภูมิปัญญาท้องถิ่นเชื่อว่าเป็นสมุนไพร
รักษาการตกเลือดของหญิงคลอดลูก
โดยนำเอาต้นข้าวเหนียวดำมาต้มกับใบเมี่ยง (ใบชา) รับประทาน
การปลูกข้าวเหนียวดำในอดีตจึงมิได้ปลูกเพียงเพื่อบริโภคเพียงอย่างเดียว
หากแต่ปลูกเพื่อใช้เป็นพืชสมุนไพรด้วย และรับประทานได้ทั้งเป็นของหวานและของคาว
ข้าวเกรียบ
 
เนื่องมีสมุนไพรที่มีประโยชน์และเป็นพืชพื้นบ้าน  หาง่าย  จำนวนมากที่มีสรรพคุณบำรุงร่างกาย เช่น ลดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ปวดท้อง ขับลม เป็นต้น จึงได้คิดปรับปรุงนำมาเป็นส่วนผสมของข้าวเกรียบมีหลากหลายรส เช่น กระเพรา ตะไคร้  กระเทียม  ชวนให้น่ารับประทานสำหรับทุกเพศทุกวัย
 เครื่องปรุง
ข้าวเกรียบสมุนไพร มีส่วนผสมต่อการทำข้าวเกรียบ 1 กิโลกรัม ประกอบด้วย
1.      พริกไทยป่น 2.5 ช้อนโต๊ะ
2.      กระเทียม 2.5 ช้อนโต๊ะ
3.      น้ำตาลทรายขาว 1.5 ช้อนโต๊ะ
4.      เกลือป่น 1.2 ช้อนชา
5.      แป้งมัน 1 กิโลกรัม
6.      สำหรับสมุนไพรเลือกใช้อย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ เช่น ใบกะเพรา 2 กำมือ หรือตะไคร้ 3 ถ้วยตวง  ตำลึง 2 ถ้วยตวง  น้ำอัญชัญ  2 ถ้วยตวง 




ข้าวตัง

วิธีทำ
1. นำส่วนผสมข้างต้นทั้งหมดมาคลุกเคล้าให้เข้ากันดีแล้ว
2. ใส่น้ำร้อน 1 ลิตร จากนั้นก็ใช้มือขยำให้ส่วนผสมเข้ากัน
3. ใส่สมุนไพรอย่างใดอย่างหนึ่งตามอัตราที่กำหนดลงไป
4. นวดแป้ง ให้เข้ากัน จนแป้งเป็นเนื้อเดียวกัน จึงนำมาปั้นเป็นแท่งความใหญ่ ความยาวราว 1 ฟุต
5. นำไปนึ่งราว 1 ชั่วโมง จนแป้งได้ที่พอดี จากนั้นก็นำไปแช่ไว้ในตู้เย็นช่องธรรมดา หรือแช่ตู้เย็นน้ำแข็ง 1-2 วัน            6. หลังจากที่แช่ตู้เย็นแล้วก็นำไปหั่นเป็นชิ้นบาง ๆ เท่า ๆ กัน หากชิ้นที่หั่นมีความหนาบางไม่เท่ากัน ก็จะทำให้เวลาไปทอดข้าวเกรียบจะสุกไม่ทั่วทั้งแผ่น
7.      นำใส่กระด้งผึ่งแดดไว้ 1 แดด
8.      นำมาทอดได้ หรือขายขณะที่ยังไม่ทอดก็ได้
ข้าวตังหน้าตั้ง เป็นอาหารว่างชนิดหนึ่ง ทำมาจากข้วที่หุงสุดติดกระทะหรือหม้อ นำมาแซะออกให้เป็นแผ่นบางๆ ผึ่งแดดให้แห้ง ตัดเป็นแผ่นๆ นำไปทอดให้พองฟู ข้าวตังในสมัยโบราณคืดข้าวที่ติดก้อหม้อหรือกระทะ
คุณค่าทางโภชนาการ
สำหรับบุคคลในกลุ่มที่ต้องการพลังงานวันละ 1,600 กิโลแคลอรี (เด็ก หญิงวัยทำงาน ผู้สูงอายุ) จัดว่าให้ปริมาณพลังงานและไขมันค่อนข้างมาก คือ 1 หน่วยการกินให้พลังงานประมาณ 228 กิโลแคลอรี โดยเป็นพลังงานที่มาจาก ไขมันถึงร้อยละ 61 ของพลังงานทั้งหมด หรือคิดเป็นประมาณร้อยละ 29 ของความต้องการไขมันต่อหนึ่งวัน ไขมันส่วนใหญ่มาจากน้ำมันที่ใช้ในการทอดข้าวตังและกะทิที่เป็นส่วนประกอบในหน้าตั้ง โดยจะเป็นไขมันชนิดอิ่มตัวเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งการกินไขมันอิ่มตัวมากเกินไป อาจเพิ่มโคเลสเตอรอลในเลือดได้ ดังนั้น ถ้าวันไหนที่กินข้าวตังหน้าตั้ง ในมื้อถัดไปควรลดหรืองดอาหารที่มีไขมันสูงและมีกะทิเป็นส่วนประกอบ ได้แก่ อาหารประเภทผัด ทอด รวมทั้งแกงและขนมหวานที่ใส่กะทิ ทั้งนี้เพื่อ เป็นการปรับปริมาณพลังงานและไขมันให้มีความสมดุลมากขึ้นในวันนั้น และเนื่องจากข้าวตังหน้าตั้งเป็นของว่างที่มี ใยอาหารน้อยมาก จึงควรกินผักและผลไม้ให้มากขึ้นด้วย
สำหรับบุคคลในกลุ่มที่ต้องการพลังงานวันละ 2,000 กิโลแคลอรี (วัยรุ่นหญิง-ชาย ชายวัยทำงาน) และ 2,400 กิโลแคลอรี (หญิง-ชายที่ใช้พลังงานมากๆ เช่น เกษตรกร ผู้ใช้แรงงาน นักกีฬา) พลังงานที่ได้จากการกินข้าวตังหน้าตั้งไม่จัดว่าสูงสำหรับบุคคล 2 กลุ่มนี้ อย่างไรก็ตามควรได้มีการระมัดระวังเรื่องการกินไขมันในมื้อต่อไปเช่นเดียวกัน รวมทั้งควรกินผักและผลไม้ให้เพียงพอด้วย
วิธีทำ

1. น้ำมันใส่กระทะมากๆ ตั้งไฟปานกลาง พอน้ำมันร้อนจัดใส่ข้าวตังลงทอดให้เป็นสีเหลืองนวลตักขึ้น วางบนกระดาษซับ น้ำมัน
2. เคี่ยวกะทิให้เดือด ใส่รากผักชี กระเทียม พริกไทยที่โขลก ไว้ใส่เนื้อหมูสับ กุ้งสับลงในกะทิ พอสุกใส่น้ำตาลทราย เกลือ น้ำปลา ปรุงรสหวาน เค็ม ใส่ถั่วลิสง หอมใหญ่ หั่นสี่เหลี่ยมพอสุกยกลง
3. นำหัวกะทิเคี่ยวให้เดือด นำพริกแห้งที่โขลกละเอียด ผัดให้มีสีแดงและหอม ราดในหม้อหน้าตั้ง
4. ตักใส่ถ้วยโรยด้วยกระเทียมเจียวแห้งไม่มีน้ำมัน ผักชีเด็ดเป็นใบพริกแดงหั่นฝอยโรยสวยงาม
5. จัดข้าวตังใส่จานและหน้าตั้งใส่ถ้วย พร้อมกินคู่กัน เหมาะสำหรับเสิร์ฟเป็นอาหารว่างคู่กับเครื่องดื่มร้อน-เย็น

น้ำส้มควันไม้

น้ำส้มควันไม้ เป็นของเหลวสีน้ำตาลใส มีกลิ่นควันไม้ ได้มาจากการควบแน่นของควันที่เกิดจาก การผลิตถ่านไม้ ช่วงที่ไม้กำลังจะเปลี่ยนเป็นถ่านถ่ายเทความร้อนจากปล่องดักควันสู่อากาศ รอบปล่องดักควันความชื้นในควัน จะควบแน่นเป็นหยดน้ำ ส่วนประกอบส่วนใหญ่เป็นกรดอะซิติก
มีความเป็นกรดต่ำ มีสีน้ำตาลแกมแดง นำน้ำส้มควันไม้ที่ได้ทิ้งไว้ในภาชนะพลาสติกประมาณ 3 เดือน
ในที่ร่ม ไม่สั่นสะเทือนเพื่อให้น้ำส้มควันไม้ที่ได้ตกตะกอนและแยกตัวเป็น 3 ชั้น คือ น้ำมันเบา (ลอยอยู่ผิวน้ำ)
น้ำส้มไม้ และน้ำมันทาร์ (ตกตะกอนอยู่ด้านล่าง) แยกน้ำส้มควันไม้มาใช้ประโยชน์ต่อไป
วัสดุอุปกรณ์
1.อิฐ   500  ก้อน
2.ถังน้ำมัน  200  ลิตร  2  ถัง
3.ไม้ไผ่ยาว  8  เมตร พร้อมเจาะรู จำนวน  2 ลำ
4.ความกว้าง 1.75 เมตร ยาว 1.15  เมตร สูง 60 ซม.
ประโยชน์น้ำส้มควันไม้
                น้ำส้มควันไม้มีสารประกอบต่างๆ มากมาย เมื่อนำไปใช้ประโยชน์ทางการเกษตรจะมีคุณสมบัติ เช่น เป็นสารปรับปรุงดิน สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช และสารเร่งการเติบโตของพืช นอกจากนี้ มีการนำน้ำส้มควันไม้
ไปใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรม เช่น ใช้ผลิตสารดับกลิ่นตัว ผลิตสารปรับผิวนุ่ม ใช้ผลิตยารักษาโรคผิวหนัง เป็นต้น    เนื่องจากน้ำส้มควันไม้มีความเป็นกรดสูง ดังนั้นก่อนที่จะนำไปใช้ควรจะนำมาเจือจางให้เกิดสภาวะที่เหมาะสม

วัตถุประสงค์ของการทำน้ำส้มควันไม้
-  เพื่อเป็นการจัดการเศษไม้  ให้เกิดประโยชน์
-  ส่งเสริมให้ใช้ถ่านแทนก๊าซหุงต้ม
-  แนะนำส่งเสริมน้ำส้มควันไม้เพื่อเป็นผลพลอยได้จากการตัดกิ่งไม้
ด้านครัวเรือน
1.น้ำส้มควันไม้ 100% ใช้รักษาแผลสด
2.น้ำส้มควันไม้ 20 เท่า ทำลายปลวกและมด
3.น้ำส้มควันไม้ 50 เท่า ป้องกับปลวก มด และแมลงต่างๆ
4.น้ำส้มควันไม้  100 เท่า และ 200 เท่า และลดกลิ่นและแมลง  ผสมผงถ่านใช้ย่อยและป้องกันโรคท้องเสีย  ปรับปรุงคุณภาพเนื้อสัตว์ให้ใหญ่และแดงเพิ่มปริมาณวิตามิน
ด้านการเกษตร
-  ผสมน้ำ  20 เท่า พ่นลงดินทำลายจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์
-  ผสมน้ำ 50 เท่า  ฆ่าจุลินทรีย์ที่ทำลายพืช
-  ผสมน้ำ 200 เท่า ฉีดพ่นใบไม้ขับไล่แมลงและป้องกันเชื้อรา
ด้านอุตสาหกรรมครัวเรือน
- ใช้ผลิตสารดับกลิ่น, สารปรับผิวนุ่ม, ทำให้เนื้อนิ่ม
- ใช้ย้อมผ้า
- ป้องกันเนื้อไม้จากเชื้อราและแมลง
- เป็นยารักษาโรคผิวหนังเชื้อไทฟอยด์
- เสริมภูมิต้านทานฮอร์โมนทางเพศ
- น้ำส้มควันไม้ที่ผ่านกระบวนการกลั่นแล้วนำไปใช้กระบวนการอาหาร เช่น หยด รม เคลือบหรือเติมแผลสด แผลไฟไหม้ น้ำร้อนรวก บรรเทาอาการเจ็บปวดต่าง ๆ
                                                               
วีธีการเผา
                ใส่ไม้ลงถัง 200 ลิตร ประมาณ 80 ก.ก. โดยเริ่มเก็บน้ำส้มที่อุณหภูมิปากปล่อง 80 องศา  และหยุดเก็นที่ 150 องศา โดยอุณหภูมิดังกล่าวจะไม่มีสารก่อมะเล็ง ใช้เวลาเผา 10 ชม. ได้ถ่าน 15 ก.ก ได้น้ำส้มควันไม้ 2 ลิตร
ข้อควรระวังในการ ใช้น้ำส้มควันไม้
1. ก่อนนำน้ำส้มควันไม้ไปใช้ต้องทิ้งไว้จากการกักเก็บก่อนอย่างน้อย 3 เดือน
2. เนื่องจากน้ำส้มควันไม้มีความเป็นกรดสูง ควรระวังอย่าให้เข้าตาอาจทำให้ตาบอดได้
3. น้ำส้มควันไม้ไม่ใช่ปุ๋ยแต่เป็นตัวเร่งปฎิกิริยา ดังนั้นการนำไปใช้ทางการเกษตรจะเป็นตัวเสริมประสิทธิภาพให้กับพืชแต่ไม่สามารถใช้แทนปุ๋ยได้
4. การใช้เพื่อฆ่าเชื้อจุลินทรีย์และแมลงในดิน ควรทำก่อนเพาะปลูกอย่างน้อย 10 วัน
5. การนำน้ำส้มควันไม้ไปใช้ต้องผสมน้ำให้เจือจางตามความเหมาะสมที่จะนำไปใช้
6. การฉีดพ่นน้ำส้มควันไม้ เพื่อให้ดอกติดผล ควรพ่นก่อนที่ดอกจะบาน หากฉีดพ่นหลังจากดอกบานแมลงจะไม่เข้ามาผสมเกสร เพราะกลิ่นฉุนของน้ำส้มควันไม้และดอกจะร่วงง่าย
ผลดีที่จะได้กับดินมีดังนี้
-   ความเสียหายที่เกิดจากแมลงและโรคในดินลดลง
-  น้ำส้มไม้เพิ่มประสิทธิภาพให้ปุ๋ย โดยทำให้ง่ายต่อการดูดซึมของพืช
-  น้ำส้มไม้ลดความเสียหายอันเกิดจากความเค็ม
     ควรจะใช้ร่วมกับอย่างอื่น เช่น ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยอินทรีย์ ในการปรับคุณภาพของดินในระยะยาว
การทำน้ำส้มควันไม้ให้บริสุทธิ์                น้ำส้มควันไม้ที่ได้จากการดักเก็บจะไม่นำไปใช้ประโยชน์ทันที เนื่องจากการเปลี่ยนจากไม้เป็นถ่านไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกันทั้งเตา ดังนั้นควันที่เกิดขึ้นจึงเป็นควันที่ผสมกันระหว่างควันที่อุณหภูมิต่ำและสูง ดังนั้นจะมีน้ำมันดิน และสารระเหยง่ายปนออกมาด้วย น้ำมันดินที่ละลายน้ำไม่ได้จะนำไปใช้ประโยชน์ในการเกษตรไม่ได้เพราะจะไปปิดปากใบของพืช และเกาะติดรากพืชทำให้พืชเติบโตช้าหรือตายได้ นอกจากนั้นหากเทลงพื้นดินจะทำให้ดินแข็งเป็นดาน รากพืชไม่สามารถไชลงดินได้ ดังนั้นเมื่อเก็บน้ำส้มควันไม้แล้วต้องทิ้งช่วงและมีการทำให้น้ำส้มควันไม้บริสุทธิ์ก่อนนำไปใช้โดย นำถ่านล้างน้ำให้สะอาดตากให้แห้งบดเป็นผง  (อัตราส่วนน้ำส้มควันไม้  100 ลิตร / ผงถ่านบด 5 กก. )กวนให้เข้ากัน  ทิ้งไว้ 45 วันสารที่ก่อมะเร็งจะตกอยู่ชั้นกลาง  ใส่ภาชนะทิ้งไว้อีก 45 วันให้ตกตะกอนซึ่งก็คือน้ำส้มควันไม้ที่จะนำไปใช้นั้นเอง ส่วนชั้นล่างสุดนั้นเป็นของเหลวข้นสีดำ เราสามารถนำไปกำจัดปลวกได้

การเก็บรักษาน้ำส้มควันไม
                การเก็บรักษาน้ำส้มควันไม้ต้องเก็บในที่เย็นร่มหรือเก็บไว้ในภาชนะทึบแสงและไม่มีสิ่งรบกวน หากเก็บไว้ที่โล่งแจ้งน้ำส้มควันไม้จะทำปฏิกิริยากับอากาศและรังสีอันตราไวโอเลต ในแสงอาทิตย์กลายเป็นน้ำมันดินซึ่งในน้ำมันดินก็จะมีสารก่อมะเร็งด้วย และหากนำไปใช้กับพืช น้ำมันจะจับกับใบไม้ ทำให้ต้นไม้ไม่สามารถสังเคราะห์แสงได้ดี

ปุ๋ยหมักจากเศษอาหาร
ใส่เศษอาหารที่เหลือจากการบริโภคในแต่ละวัน เช่น เศษข้าว เศษอาหาร กระดูกสัตว์ เปลือกผลไม้ เศษพืชผัก ฯลฯ ใส่ลงในถังทุกๆวัน ทุกๆ เศษอาหาร จำนวน 1 กก. ให้ผสมด้วยโบกาฉิ จำนวน 1 กำมือ (โบกาฉิคือปุ๋ยหมักที่หมักด้วยอีเอ็มศึกษาการทำโบกาฉิ จากเอกสารการใช้อีเอ็มเบื้องต้น) ปิดฝาถังให้เรียบร้อยเพื่อป้องกันแมลงวันวางไข่ คุณภาพของปุ๋ยจากกากอาหารและปุ๋ยน้ำนำไปใช้ประโยชน์ได้ดังนี้

ประโยชน์ของ
ปุ๋ยน้ำ
เมื่อหมักปุ๋ยจากเศษอาหารจากเกิดน้ำหยด จะเป็นปุ๋ยน้ำที่สมบูรณ์ที่มีปริมาณจุลินทรีย์อีเอ็มอยู่หนาแน่นประมาณ 15-20 วัน ดมกลิ่นหอมอมเปรี้ยวคล้ายกลิ่นผักดองจะมีฝ้าละอองขาวๆ ลอยอยู่เหนือผิวน้ำ ถ้าทิ้งไว้ประมาณ 30 วัน กลิ่นยิ่งน่ารับประทานมาก จะมีกลิ่นคล้ายสาโท ปุ๋ยน้ำที่ก้นถังให้หมั่นสังเกตดูว่าอย่าให้มีปริมาณสูงเกินตะแกรง ต้องคอยระบายปุ๋ยน้ำออกเรื่อยๆ เพื่อให้เกิดการหมักที่สมบูรณ์ และไม่เกิดการบูดเน่า
1. นำปุ๋ยน้ำไปขยายโดยการผสมกับน้ำในอัตราส่วน 1/500 รดต้นไม้ ไม้ดอก ไม้ประดับ หรือฉีดพ่นใส่ใบของพืชผักไม้ดอก ใบจะสวยเป็นมันจะเปลี่ยนยอดใหม่ให้เห็นในระยะประมาณ 20 วัน
2. ขยายปุ๋ยน้ำโดยนำปุ๋ยน้ำ/กากน้ำตาล/น้ำสะอาด ในอัตราส่วน 1/1/500 นำไปรดราดแหล่งน้ำโสโครกที่ส่งกลิ่นเน่าเหม็นจะหายไปเพราะปุ๋ยน้ำจะมี คุณสมบัติเหมือนอีเอ็ม เป็นเทคโนโลยีที่ภูมิปัญญาชาวบ้านสามารถผลิตได้เอง ถ้าใส่ปุ๋ยน้ำเทลงในโถส้วมประจำทุกๆ เดือน และไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายที่จะต้องจ้างรถดูดส้วม ดูดส้วมไปทิ้ง อีเอ็มจะย่อยสลายกากอาหารให้กลายเป็นน้ำที่สะอาดปราศจากเชื้อโรคทำให้ดิน รอบๆ บ่อเกรอะร่วมซุย น้ำในส้วมจึงสามารถซึมออกได้รอบๆ ด้าน
3. ขยายปุ๋ยน้ำในอัตราส่วนเหมือนกันในข้อ 2 เทราดบ่อเลี้ยงปลา กบ กุ้ง มูลสัตว์ จะช่วยบำบัดสิ่งแวดล้อมในบ่อปลามีความอุดมสมบูรณ์เป็นการกระตุ้นให้เกิดแพลง ตอนให้สัตว์เลี้ยงที่อยู่บ่อมีอาหารอุดมสมบูรณ์ขึ้นและไม่เกิดการเน่าเสีย จากสารอาหารที่ตกค้าง

ประโยชน์ของ
ปุ๋ยหมักจากเศษอาหาร
1. ปุ๋ยที่ เหลือเป็นกากของเศษอาหาร สามารถนำไปใช้เหมือนกับโบกาฉิ การหมักเศษอาหารด้วยโบกาฉิที่สมบูรณ์ และเป็นปุ๋ยที่สมบูรณ์ที่จะนำไปใช้กับพืชนั้นต้องไม่มีกลิ่นเน่าเหม็น
2. การหมักด้วยจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพคือการหมักแบบสังเคราะห์ไม่ได้หมัก แบบเน่าเปื่อย กลิ่นเน่าเหม็นเป็นเรื่องเล็กๆ ที่อีเอ็มสามารถสยบไม่ให้กลิ่นที่ไม่พึงประสงค์เกิดขึ้นมาได้ ปุ๋ยหมักจากเศษอาหารจะมีคุณสมบัติพิเศษเหนือกว่าโบกาฉิที่สามารถนำไปใช้กับ ต้นพืชทุกชนิดให้ผลรวดเร็วทันใน เพราะเศษอาหารย่อยสลายได้รวดเร็วกว่า พืชสามารถดูดซับไปใช้ประโยชน์ได้เร็วจึงให้ผลได้รวดเร็วทันใจ
3. การผลิตปุ๋ยหมักเศษอาหาร สามารถผลิตได้ทุกครัวเรือน ที่มีวัตถุดิบป้อนไม่ขาด จึงสามารถมีโรงงานผลิตปุ๋ยขนาดย่อมเป็น ของตนเอง รัฐได้ประโยชน์จากทุกครอบครัวอย่างมหาศาล เมื่อทุกครอบครัวเลิกทิ้งขยะของเสียจากเศษอาหาร ถ้าองค์กรของรัฐไม่ลงมาช่วยกันรณรงค์ มีการประชาสัมพันธ์ ประกวดผลิตภัณฑ์ ปุ๋ยหมักจากเศษอาหาร ประกวดพืชพรรณที่ปลูกด้วยปุ๋ยหมัก ที่ปลูกด้วยเศษอาหาร แจกรางวัลทำให้เกิดแรงจูงใจ ปัญหาสิ่งแวดล้อมต่างๆ จะคลี่คลายไปในทางที่ดีอย่างแน่นอน
4. ใช้ผ้าห่อกากอาหารที่ผ่านการหมักโบกาฉินำไปวางไว้ที่ปัสสาวะจะสามารถขจัด กลิ่นลงได้อย่างมีประสิทธิภาพนานกว่า 2 เดือน เป็นการบำบัดสิ่งแวดล้อมทางชีวะวิธีที่ประหยัดค่าใช้จ่ายกว่าการใช้สารเคมี ดับกลิ่นมาก





ปุ๋ยพืชสดและการใช้ประโยชน์

สถานีพัฒนาที่ดินขอนแก่น สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 5  กรมพัฒนาที่ดิน พ.ศ. 2550

ปุ๋ยพืชสดคืออะไร
               ปุ๋ยพืชสด  คือ ปุ๋ยอินทรีย์ชนิดหนึ่ง ที่ได้จากการไถกลบ ต้น ใบ และส่วนต่างๆ

ปุ๋ยพืชสดและการใช้ประโยชน์
ของพืช ในระยะช่วงออกดอก ซึ่งเป็นช่วงที่มีธาตุอาหารสูงสุด แล้วปล่อยทิ้งไว้
ให้เน่าเปื่อยผุพัง ย่อยสลายเป็นอาหารแก่พืชที่จะปลูกตามมา ได้แก่ โสนอินเดีย
ปอเทือง อัญชัน ไมยราพไร้หนาม พืชตระกูลถั่วต่างๆ เป็นต้น

1.ประเภทของพืชปุ๋ยสด
พืชปุ๋ยสดนั้นมีอยู่ด้วยกันมากมายหลายชนิด

ทั้งที่เป็นพืชตระกูลถั่วและที่ไม่ใช่พืชตระกูลถั่ว
ที่มีใช้กันอยู่อย่างแพร่หลายดังนี้
               1. พืชตระกูลถั่ว  เป็นพืชที่นิยมใช้

กันมากสำหรับเป็นปุ๋ยพืชสด เนื่องจากว่า
พืชตระกูลถั่วนอกจากจะขึ้นได้ง่าย และ
เจริญเติบโตได้ดีแล้วที่รากพืชตระกูลถั่วจะมี
ปมรากมากมาย อันเป็นที่อาศัยของบักเตรี
ชนิดหนึ่งคือไรโซเบียมซึ่งสามารถตรึง
ไนโตรเจนจากอากาศได้
               2. พืชตระกูลหญ้า  ส่วนมากเป็นหญ้า

ซึ่งปลูกเพื่อใช้เลี้ยงสัตว์ ให้เพียงอินทรียวัตถุ
ส่วนแร่ธาตุอาหารพืชอย่างอื่นนั้นมีปริมาณ
น้อยกว่าพืชตระกูลถั่ว
               3. พืชน้ำ มีอยู่ด้วยกันหลายชนิด เช่น ผักตบชวา, จอก และแหน ฯลฯ
2. ลักษณะทั่วไปของพืชปุ๋ยสด
ลักษณะของพืชที่จะมาทำเป็นปุ๋ยพืชสด
               1. ปลูกง่าย โตเร็ว รากแข็งแรง ระยะออกดอกสั้น 30 – 60 วัน
               2. ให้น้ำหนักพืชสดสูง ตั้งแต่ 2,000 กิโลกรัมต่อไร่ ขึ้นไป
               3. ทนแล้งและสภาพแวดล้อมต่างๆได้ดี ปลูกได้ทุกฤดูกาล
4. มีความต้านทานต่อโรคและแมลง
5. ผลิตเมล็ดพันธุ์ได้มาก ขยายพันธุ์ได้เร็ว ความงอกสูง
6. ทำการเก็บเกี่ยว ตัดสับและไถกลบได้ง่าย
7. ลำต้นอ่อน เน่าเปื่อยผุพังได้เร็วและมีธาตุอาหารพืชสูง 

3. การปลูกพืชปุ๋ยสด
               ในการปลูกพืชปุ๋ยสดให้ได้ผลดีควรปฏิบัติดังนี้
               1. ลักษณะของดิน ก่อนปลูกควรปรับปรุงสภาพของดินให้เหมาะสม

เช่นถ้าเป็นดินกรดควรใส่ปูนลงไปก่อน จะช่วยให้พืชปุ๋ยสดเจริญเติบโตและให้
น้ำหนักพืชสดสดสูงด้วย
               2. เวลาและฤดูกาลที่ปลูก เวลาที่เหมาะสมที่สุดคือ ปลูกช่วงต้นฤดูฝน

หรือปลูกหลังจากเก็บเกี่ยวพืช ซึ่งความชื้นในดินยังคงมีอยู่ หรือปลูกก่อนการปลูกพืชหลัก
ประมาณ 3 เดือน
               3. เมล็ดพันธุ์พืชปุ๋ยสดที่ใช้ปลูกเพื่อไถกลบในพื้นที่ 1  ไร่  ใช้อัตราเมล็ดดังนี้
ปอเทือง 5 กก., โสนอินเดีย 5 กก., โสนคางคก 5 กก., โสนไต้หวัน 5 กก.,

ถั่วพร้า 5 กก., ถั่วเขียว 5 กก., ถั่วเหลือง 8 กก., ถั่วพุ่ม 8 กก., ถั่วนา 8 กก.
 
4. วิธีการใช้พืชปุ๋ยสด
วิธีการใช้พืชปุ๋ยสด สามารถแบ่งการใช้ได้ 3 วิธี คือ
               1. ปลูกพืชปุ๋ยสด ในพื้นที่แปลงใหญ่ แล้วทำการตัดสับและไถกลบลง

ไปในพื้นที่โดยตรง
               2. ปลูกพืชปุ๋ยสดแซมในระหว่างร่องพืชหลักที่ทำการปลูก โดยปลูกพืชปุ๋ยสด

หลังจากพืชหลักเจริญเติบโตในช่วงระยะหนึ่งแล้ว
               3. ปลูกพืชปุ๋ยสดในพื้นที่รกร้างว่างเปล่า แล้วตัดสับเอาส่วนของพืชปุ๋ยสด

นำมาใส่ในแปลงที่จะปลูกพืชหลักแล้วไถกลบลงไปในดิน
การตัดสับและไถกลบพืชปุ๋ยสด

               การตัดสับและการไถกลบพืชปุ๋ยสดนั้น จำเป็นต้องพิจารณาถึงอายุของ

พืชปุ๋ยสดเป็นสำคัญระยะเวลาที่เหมาะสมในการตัดสับและไถกลบ ควรทำขณะ
ที่ต้นถั่วเริ่มออกดอกไปจนถึงระยะดอกบานเต็มที่ เนื่องจากในระยะนี้ต้นถั่ว
เจริญงอกงามสูงสุด เมื่อไถกลบแล้วจะทำให้ปริมาณอินทรียวัตถุและธาตุ
ไนโตรเจนสะสมอยู่ในดินสูงด้วย

5. อายุการตัดสับและไถกลบของพืชปุ๋ยสดแต่ละชนิด

ชนิดพืชปุ๋ยสด
อายุการตัดสับและไถกลบ
(วัน)
น้ำหนักสดที่ได้
(ตัน/ไร่)
ธาตุไนโตรเจน
(กก./ไร่)
ปอเทือง
ถั่วพุ่ม
ถั่วนา
ถั่วเหลือง
ถั่วเขียว
โสนจีนแดง
โสนอัฟริกัน
ถั่วพร้า
75 – 90
40 – 50
60 – 75
50 – 6
40 – 50
75 - 90
45-60
30-40
3 – 4
2 – 3
3 – 4
1.5 – 2
2
3 - 4
3-6
1-3
15 – 20
20
20
5
5 – 6
7 - 8
13-6
6-19

6. ประโยชน์ของพืชปุ๋ยสด
พังทลายของดิน
               2. ช่วยทำให้ดินโปร่ง ร่วนซุย

 สะดวกในการไถพรวนและเตรียมดิน
               3. เพิ่มความสามารถในการอุ้มน้ำ

รักษาความชื้นให้แก่ดิน
               4. เพิ่มปริมาณอินทรียวัตถุในดิน
               5. ช่วยบำรุงรักษาความอุดม

สมบูรณ์ของดิน
               6. เพิ่มความสามารถในการดูดซึม

ธาตุอาหารของดินให้สูงขึ้น
      

               1. ลดอัตราการชะล้าง


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น